http://www.bbcthai.com

05 สิงหาคม 2005 เผยแพร่เมื่อ 17:35 GMT

ร่วมเล่าประสบการณ์สงครามโลกครั้งที่สอง

ประสบการณ์ต่างๆจากท่านผู้ฟัง

ได้ยินประกาศที่บีบีซีให้ผู้มีประสบการณ์ในสงครามโลกครั้งที่สอง ได้เขียนมาเล่าสู่กันฟัง ผมซึ่งขณะนั้นกำลังเป็นนักเรียนมัธยม ได้มีประสบการณ์ด้วยตนเอง จึงอยากเล่าให้คนรุ่นหลังได้ทราบบ้าง

ในช่วงที่ผมเรียนอยู่มัธยมสาม และสี่ที่โรงเรียนราษฎร์ฉวางสงเคราะห์ อำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นช่วงที่ทหารญี่ปุ่นเอาเชลยศึกบันทุกรถไฟมาจากมลายู หลายร้อยคน มาลงที่สถานีฉวาง เอามาคุมตัวในค่ายชั่วคราวริมแม่น้ำตาปี ซึ่งห่างจากสถานีฉวางไปทางตะวันตกเฉียงเหนือประมาณเกือบหนึ่งกิโลเมตร สะพานรถไฟข้ามแม่น้ำตาปีตรงนั้นยาวมาก ทหารญี่ปุ่นรับซื้อต้นหมากจำนวนมาก เอามาสร้างเป็นฐานเสริมรับสะพานเหล็ก หลายฐาน โดยใช้แรงงานเชลย ทหารญี่ปุ่นแต่งตัวเต็มยศ เหน็บปืนพก และลากซามูไรคุมเชลย ฝรั่งที่ตัวแดงเป็นกุ้งต้มเพราะโดนแดดเผาทั้งวัน มีผ้าเตี่ยวขนาดกว้างราวหกหรือเจ็ดนิ้วโยงจากเชือกด้ายรอบเอวด้านหน้า ลอดหว่างขาไปติดกับด้ายรอบเอว ด้านหลัง ทำงานกลางแดดเปรี้ยงๆทั้งวัน พวกนักเรียนด้วยกัน ใครมีของกินอะไรก็จะส่งให้ เชลยศึกเหล่านั้นจะรับไปกินทันที เห็นแล้วน่าสงสาร พวกเขาคงหิวมาก

พวกทหารญี่ปุ่นมักร่างใหญ่ ไม่ค่อยมีเอว เขามักทักทายพวกนักเรียนด้วยภาษา อังกฤษ พวกเราก็จะตอบไปอย่างงู ๆ ปลา ๆก็พอรู้เรื่องกันบ้างเขาบอกว่าเขาเสริมฐานสะพานเผื่อโดนบอมบ์ สะพานจะได้ไม่ตกลงในน้ำ เพราะบอมบ์จะลงเป็นจุด ๆ

เพื่อนผมคนหนึ่งในห้องเดียวกัน ได้ปากกาหมึกซึมไพลอตจากทหารญี่ปุ่น พวกเราเอามาดูมันแข็งแรงดีจริง ไม่เหมือนกับที่วางขายในเมืองไทยด้ามมันเขียวๆลายทหาร

ที่สถานีรถไฟฉวางมีบ่อน้ำสำหรับเจ้าหน้าที่รถไฟใช้อยู่บ่อหนึ่ง เป็นบ่อชั้นดี เสริมท่อคอนกรีตภายใน ซึ่งนับว่าดีมากในสมัยนั้น นอกจากเจ้าหน้าที่รถไฟใช้แล้ว ชาวบ้านแถบนั้นยังมาอาศัยอาบกินอีกด้วยหลายครอบครัว น้ำใสดีมาก

แต่พอทหารญี่ปุ่นมาอยู่ก็เอาเชือกมะนิลาเส้นใหญ่มาขมวดเป็นปม ๆ ผูกกับไม้ท่อนพาดที่ปกบ่อ ส่วนปลายเชือกก็ห้อยลงในบ่อ แล้วทหารญี่ปุ่นก็แก้ผ้าผลัดกันไต่เชือกลงไปอาบน้ำในบ่อกันอย่างสนุกสนาน จากนั้นก็ไม่มีใครใช้น้ำในบ่อนั้นอีกต่อไป นอกจากซักผ้า นี่ก็เลยเป็นที่มาของวลีติดปากชาวบ้านแถวนั้นว่า “อาบน้ำญี่ปุ่น” หมายถึงการแก้ผ้าอาบน้ำ สมัยนั้นชาวบ้านนุ่งผ้าอาบน้ำ จึงเห็นการแก้ผ้าอาบน้ำเป็นเรื่องแปลก

บางวันก็จะมีเครื่องบิน ๆ มาโปรยใบปลิวจำนวนมาก ผมเคยเก็บมาอ่าน ส่วนใหญ่จะเป็นการแจ้งให้ทราบการบุกยึดเมืองต่างๆในมลายู และชัยชนะต่างๆในที่ต่างๆที่มีการรบ มาหลังในปี 2487 บางวันมีเครื่องบินเป็นฝูงบินข้ามหัวไป มีเสียงดังปั้ปๆๆ พร้อมกับประกายไปแลบเป็นจังหวะๆ ทำให้พวกเรางงว่าเกิดอะไรขึ้น

ต่อมาทหารญี่ปุ่นและเชลยก็หายไป หลังจากมีเครื่องบินมากราดปืนกล ยิงตู้รถไฟที่จอดที่สถานี จนพรุนไปหลายตู้ มีคนเก็บลูกปืนที่ตกอยู่ในดงกล้วยมาดู มันเป็นลูกเหล็กกล้าหัวแหลม เอามาเผาไฟทุบด้วยค้อนตีเหล็กเท่าไรๆก็ไม่ยอมเปลี่ยนรูป จนปากฆ้อนเยินหมด ผมไปยืนดูเห็นกับตาตัวเอง

หลายเดือนต่อมา ในปี พ.ศ. 2488 ช่วงกลางปี ผมจำไม่ได้ว่าเป็นวันไหน ครูที่โรงเรียนก็บอกพวกเรานักเรียนว่า พระจักรพรรดิของญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้สงคราม ทุกอย่างก็เงียบไป

ช่วงกลางปี 2487 มีเพื่อนนักเรียน นำธนบัตรราคาสิบบาทที่ยังไม่มีลายเซ็นของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมาดูกันในห้องเรียน บอกว่ามีคนถีบลังธนบัตรลงจากรถไฟ

ผมเล่ามาแบบประสบการณ์ของเด็กบ้านนอกคนหนึ่ง ในสมัยนั้น หวังว่าคงจะมีประโยชน์บ้างตามสมควร

มนัส ปิยังกร - ภูเก็ต


ขณะนี้ผมอายุ 70 ปี ตอนนั้นผมเรียนอยู่ชั้นประถมปีที่ 3 – 4 โรงเรียนวัดหงส์ประดิษฐาราม อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ริมถนนกาญจนวาณิช ขณะนั้นทหารญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกมาตั้งฐานอยู่หน้าโรงเรียน ได้เห็นรถสะเทิ้นน้ำ สะเทิ้นบก ได้รับแจกเสื้อฝนกระดาษจากทหารญี่ปุ่นจุดหนึ่ง ตั้งฐานอยู่ในสวนยางริมคลองเตย ใครขโมยของจะถูกลงโทษโดยการกรอกน้ำสบู่เข้าปาก

มงคล ธีระกุล - สงขลา


ได้ฟังทุกเช้าเลยค่ะ น่าสนใจมาก เพราะคุณแม่ก็อยู่ในเหตุการณ์ที่ ดร.ป๋วยโดดร่มลงมาที่ ต.สำนักจั่น อ. วัดสิงห์ จ. ชัยนาทด้วย

สุขศรี


Dear BBC Thai,

Now is 7. 05 am Aug 16 - I just get in the office after listening to BBC Thai in my car at the office car park ! First of all, sincerest thanks for the WWII stories - I am very much impressed with the way BBC Thai have presented the stories , particularly interviewing those having direct experience or being impacted by the WW both in Asia and Europe ; at the same time feel sorry/sad for those people who had gone through that part of the history.I am almost cry when listening to " Coming Home " I can only hope that such terrible incident and tragic will never happen again - it is already worst todays with the terrorist actions. I like listening and reading about history including WW ; nevertheless, I must say that BBC Thai always presents the stories in such a different way with many new new things that I never know before. Thank you and thank you..do hope that BBC Thai will have other similar stories in the future after this WW II.. Best Regards

Ratana Siriporn - Bangkok


ขอบคุณค่ะ ฟังรายการนี้ทางวิทยุแล้ว ชอบค่ะ โดยมีข้อสังเกตว่า คนสมัยดิฉันอายุ 40 ขึ้นไปนั้นฟังแล้ว มีความรู้สึกร่วม และอาจมองเห็นภาพลางๆ vituallize ถึงความโหดร้ายนั้นได้เพราะว่าอาจมีรอยต่อของประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา

แต่ถ้าเป็นเด็กโดยสังเกตจากลูกที่เรียนมัธยม 1 ที่นั่งฟังในรถด้วยกัน พบว่าเขาก็รู้สึกถึงความน่ากลัว แต่อาจมองภาพไม่ค่อยออก

จึงทำให้สงสัยว่า ถ้าเป็นเด็กในญี่ปุ่น เยอรมัน เขาจะยังคงมีความฝังใจในเรื่องการแพ้สงครามโลกหรือไม่

KESARA MANCHUSREE


สวัสดีครับ เชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า โลกไม่สามารถเป็นที่อยู่อาศัยที่ดีพร้อมได้ โดยที่มวลมนุษย์ยังขัดข้องและพร้อมที่จะทำให้ปัญหาให้เกิด และปัญหายุ่งยากที่เกิดแล้ว ไม่สามารถที่จะแก้ไขคลี่คลายได้โดยบุคคลที่ไม่รู้หรือเข้าใจเข้าใจสถานการณ์ตามข้อเท็จจริง และนี้คือตัวอย่างที่ขอบอกว่าเป็นตามข้อความข้างบนนั้น

Surabordin Surayotin - Samutprakarn



We have to remember old history of the hero a mand and woman who take care the county

Suwalee Patthamang Klose - Denmark



War W = Winners. A = Alway. R = Right. Winners alway right

Surat Sangsawang - Bangkok



I was young never ever born yet but World War 2 should have not end by USA bombs Japan by the nuclear power like that. The Japanese will lose anyway, but not like what we saw in the history like that. I am Laotian and my parent told me that Japan have power all over Laos and Asia. I think Japanese more powerful nation but World War 2 should not ending the japanese die over 200000 people.

Pao Vang, United States



Human needs war because human is the killer animal in this planet so human dangerous for this universe too

Thana wong – Bangkok



I hope that the actual world leaders do think a little more about what happened to the world in that time. It looks like they missed the history lessons.

Anurat Buapromma – Belgium



สงครามโลกยุติลงด้วยชีวิตมนุษย์ นับแสนนับล้าน ท่านแน่ใจเหรอว่าสงครามยุติ ตอนญี่ปุ่นโดนระเบิดและทำให้ยอมแพ้ ผมเพิ่งอายุ 9 ขวบ ยังไม่ประสาอะไรนัก

rads21 - กรุงเทพ



เรียน บีบีซีภาคภาษาไทย

ผมเคยรับปากกับบีบีซีว่าจะเล่าเรื่องผลกระทบโดยอ้อมจากสงครามโลกครั้งที่สองต่อจังหวัดระยอง ผมคิดวนเวียนอยู่หลายวัน โดยที่เขียนเรียงความไม่เก่งไม่รู้จะขึ้นต้นลงท้ายอย่างไรเลยชะงักไปพักใหญ่ เมื่อวานได้ฟังบีบีซี กระตุ้นเตือนมาอีกครั้งจึงตัดสินใจเขียนเลย ขอเขียนแบบ Chronology จากความจำ

พ.ศ.2482 เริ่มสงครามโลกครั้งที่ 2 ผมอายุ 5 ขวบ เริ่มเรียนหนังสือชั้น ป.1 ในโรงเรียนราษฎร์ใกล้บ้าน ขณะนั้นทางระยองแทบไม่มีใครพูดถึงสงครามเพราะเกิดไกลมากถึงยุโรป ผมพออ่านหนังสือได้แล้วมาโรงเรียนเพื่อหัดเขียนมากกว่าเพราะอยู่บ้านแม่สอนอ่านได้แล้ว ขณะนั้นของถูกมากก๋วยเตี๋ยวชามละ 3 สตางค์ บะหมี่เกี๊ยวชามละ 5 สตางค์ ยายให้ผมวันละสตางค์เดียวไปโรงเรียน เพราะกลับมากินข้าวกลางวันที่บ้านได้ กล้วยแขกกระทงใหญ่ 1สตางค์ กระทงเล็ก ครึ่งสตางค์ เวลาเย็นผมก็ไปบ้านลุงเพราะลุงรับหนังสือพิมพ์ แล้วคุยเรื่องสงครามให้เพื่อนๆฟัง ขณะนั้นเยอรมันเหมือนพระเอก รบที่ไหนชนะที่นั่นและใช้เวลารวดเร็วมากจนได้ชื่อว่าสงครามสายฟ้าแลบ นายกรัฐมนตรีไทยคือหลวงพิบูลสงคราม ผู้คนกลัวกันมาก เด็กร้องไห้หรือดื้อผู้ใหญ่จะขู่ว่าเดี๋ยวตำรวจจะจับไปปล่อยเกาะตะรุเตา ผู้ใหญ่ชมเยอรมันว่าเพิ่งแพ้มาหยกๆทำไมฟื้นตัวเร็วนัก สินค้าเยอรมันเป็นที่ชื่นชอบมากในเมืองไทยว่าคุณภาพดีและทนทานแข็งแรงโดยเฉพาะสินค้าประเภทเหล็กกล้าและเครื่องเขียน ของใช้ทั่วไปและเครื่องจักรทุกประเภท

พ.ศ.2483 จังหวัดเร่งรีบตัดถนนสุขุมวิทจากสัตหีบไประยองและจากระยองไปจันทบุรี มารู้ภายหลังว่าเพื่อลำเลียงทหารจากสัตหีบไปจันทบุรีเพื่อรบกับฝรั่งเศส มีการแต่งเพลงปลุกใจมากมาย มีการเดินขบวนเรียกร้องดินแดนคืนจากฝรั่งเศส ผมไม่ได้ไปเพราะเด็กมาก พวกเด็กโตได้ไป ตอนปลายปีก็รบกัน เราแพ้ทางเรือ ชนะทางบก เสียเรือหลวงธนบุรีและอื่นๆที่เกาะช้าง ในต้นฤดูหนาวมกราคม 2484 มีผู้หญิงร้องไห้ที่หน้าตลาดเพราะสามีเสียชีวิตในเรือรบ

พ.ศ.2484 ญี่ปุ่นไกล่เกลี่ยกรณีพิพาทอินโดจีน เริ่มปลุกใจให้รักชาติ และคำขวัญ “เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย” หลวงพิบูลฯ ได้เป็นจอมพล เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด มีการปฏิวัติวัฒนธรรม เช่นเลิกนุ่งโจงกระเบน ใส่เสื้อ สวมหมวกนุ่งกางเกง มีคำขวัญ “ มาลานำไทยไปสู่มหาอำนาจ ลัทธิชาตินิยมครอบงำความคิดของเด็กขนาดผมให้เชื่อและรับอย่างบริสุทธิ์ใจจนมีความคิดอ่านเอียงขวามาถึงปัจจุบัน มี Motto ประจำใจว่า “ Nation is above all ” คือชาติย่อมอยู่เหนืออื่นใดมาถึงทุกวันนี้ ซ้ำยังมีภาพยนต์ เรื่อง “ เลือดสุพรรณ” และ “ค่ายบางระจัน” ให้ดูสร้างความรักชาติ และฮึกเหิมให้แก่เด็กวัยขนาดผมเป็นอย่างมาก ทำให้นิยมเพลงหมู่ และเพลงมาร์ชมากกว่าเพลงเดี่ยว ยายเริ่มวิตกกับสงครามให้ผมไปซื้อหนังสือพิมพ์มาอ่านข่าวให้ฟังทุกเย็น ขณะนั้นเยอรมันยังคงเป็นฝ่ายรุกในแนวรบทุกด้าน 8 ธันวาคม ญี่ปุ่นบุกไทยพร้อมกันหลายจุด โดยมากทางใต้และบางปูมีการต่อสู้กันบ้าง แล้วเจรจาเป็นพันธมิตรกันในเวลาไม่กี่วัน

พ.ศ.2485 ผมเรียนชั้น ป.4 ต้องท่องรัฐนิยมก่อนเลิกเรียนทุกวัน ไทยร่วมรบกับญี่ปุ่นดูจากแผนที่ ญี่ปุ่นได้ดินแดนเยอะไปหมด ได้ฮ่องกง จีนตะวันออกแทบทั้งหมด ยึดฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และแหลมมลายูได้ทั้งหมด เครื่องบินญี่ปุ่นแสดงวีรกรรมจมเรือ P rince of Wales และเรือ Repulse ที่มาคุ้มกันสิงคโปร์โดยใช้เวลาน้อยมาก ราว 1- 2 ชม. เท่านั้น คนไทยโดยมากเชียร์เยอรมันและญี่ปุ่น ข้าวของแพงขึ้นแต่ยังไม่ขาดแคลน ปีนี้สัมพันธมิตรเตรียมกำลัง และยุทโธปกรณ์อย่างมาก ฝ่ายเยอรมัน และญี่ปุ่นเริ่มขาดแคลนเชื้อเพลิง อเมริกาเริ่มชนะที่เกาะมิดเวย์ และรุกคืบทีละเกาะ ระยองเริ่มมีไฟฟ้าใช้

พ.ศ.2486 ระยองคึกคักมาก ของแพง เงินชักเฟ้อ มีการสั่งต่อเรือลำเลียงที่ระยองกันมากมาย พ่อค้าต่อเรือที่ระยองรวยจนเป็นเศรษฐีชั้นแนวหน้า แนวรบเยอรมันเริ่มถอยทางแนวรัสเซีย เสียทหารที่สตาลินกราดมากมาย แนวรบที่อาฟริกาก็ถูกกระหนาบตีจากฝ่ายอังกฤษ และอเมริกา ซึ่งมีกำลังเหนือกว่ามาก ทั้งทหาร และปริมาณและขนาดของอาวุธ จนเยอรมันต้องผละหนีจากอาฟริกา ข้าวของแพงขึ้นที่ระยองและเริ่มขาดแคลนโดยเฉพาะของที่ต้องสั่งจากต่างประเทศ ผมอยู่ชั้นมัธยม 1 เห็นว่าเครื่องเขียนกระดาษเลวลง เขียนแล้วหมึกซึม หนังสือ สมุด ดินสอดี ๆ หายาก มีคนกักตุนสินค้า น้ำตาลทราย สบู่ ยาสีฟัน ยารักษาโรค เทียนไข ไม้ขีดไฟ น้ำมันเชื้อเพลิงทุกชนิดขาดแคลน โรงสีในระยองมี 3 โรง ต้องปิดไป 2 โรง เพราะไม่มีน้ำมัน แต่คนไม่เดือดร้อน เพราะตำข้าวกินได้ แต่ของใช้โดยเฉพาะเสื้อผ้า และไม้ขีดไฟขาดแคลนนี้สาหัสมาก

พ.ศ. 2487 ผมอยู่ ม.2 กรุงเทพถูกระเบิดถี่ขึ้นมีคนอพยพหลบภัยจากกรุงเทพมาระยองมากขึ้น โดยมากเป็นมีฐานะดี ขนาดมาปลูกบ้านอยู่เลยก็มี คนเหล่านี้เวลากลับไปดูบ้านที่กรุงเทพก็ถึงกับผงะ เพราะข้าวของหายหมดเลยเกิดคำศัพท์ว่า “ยกเค้า” มาใช้กัน ส่วนมากเป็นของเก่าแก่ของโบราณยกเค้าไปขายกันที่เวิ้งนครเขษม เสียดายของเก่าแก่ดี ๆ หลังสงครามฝรั่งซื้อไปหมด ของแพงขึ้นทุกวัน ข้าราชการไม่พอกิน เริ่มกินสินบนกันเป็นที่รู้โดยทั่วไป คนจีนเรียกค่าน้ำร้อนน้ำชา หรือ “เก๋าเจี๊ยะ” คนไทยเรียกค่าป่วยการหรือค่าหยอดน้ำมัน จำได้ว่าในปีนี้มีคนเอาลัทธิคอมมิวนิสต์มาเผยแพร่ที่โรงเรียน ผมอาจเด็กไปไม่เลื่อมใส เพราะฟังไม่รู้เรื่อง คนเผยแพร่ก็คือนักเรียนที่อายุมาก เพราะไปฟังเขามาอีกต่อหนึ่ง มีพ่อค้าที่กักตุนสินค้า ปั่นราคาสินค้าคล้ายปั่นหุ้นจนร่ำรวยเป็นเศรษฐีสงครามกันหลายคน เรียกกันว่า “เซ็งลี้” โดยมากเป็นพวกเครื่องเหล็กและสารเคมีที่ทำเองไม่ได้

สุขโข วิริยะพงษ์ จ.ระยอง



สวัสดีค่ะ ทีมงานบีบีซีไทยทุกท่าน

ดิฉันรับฟังรายการของบีบีซีไทยเป็นประจำที่คลื่น 100.5 เวลา 19.35 – 20.00 สัญญาณชัดเจนดีค่ะ ชอบทุกช่วงที่บีบีซีนำเสนอ แต่ที่ชอบเป็นพิเศษคือช่วงสารคดี ห้องสมุด และเรียนภาษาอังกฤษ

สาเหตุที่ชอบเรื่องราวช่วงนั้น ก็คือคุณแม่และคุณยายเล่าให้ฟังบ่อยๆ ว่าสมัยนั้นอยู่แถบคลองดำเนินสะดวก พอฝ่ายสัมพันธมิตรมาทิ้งระเบิดที ต้องวิ่งหนีกันจ้าละหวั่น คุณแม่เกิดก่อน D-Day ประมาณเกือบปี มีอยู่คราวหนึ่งหวอดังขึ้นมา คุณยายวิ่งหนีไปที่ท้องร่องแล้วนึกขึ้นได้ว่าลืมคุณแม่ซึ่งยังนอนแบเบาะไว้ที่บ้าน เลยรีบวิ่งกลับไปอุ้มออกมา ไม่ทันไรก็ตูมเลยค่ะ เฉียดบ้านไปนิดเดียว

ประสบการณ์โดยตรงไม่มี เลยเล่าประสบการณ์ของคุณแม่และคุณยายให้ฟังแทนนะคะ คุณยายเล่าได้สนุกมาก เสียดายที่คุณยายเสียไปหลายปีแล้ว

ขออวยพรให้ทีมงานบีบีซีไทยทุกท่านมีความสุขในการทำงาน และในทุกๆ ด้านด้วยค่ะ

ปัทมา อินทรรักขา



สวัสดีครับ
ผมติดตามฟัง รายการมานานหลายปีแล้วครับ จากวิทยุเอเอ็ม 97.0 เวลา 6:30น ผลการรับฟัง ชัดเจนดี ยกเว้นบางครั้ง เสียงจะค่อยลงเป็นบางช่วง ไม่ทราบจะเกิดจาก การบันทึกเสียงช่วงนั้นเองหรือไม่ สำหรับประสบการณ์ เกี่ยวสงครามโลกครั้งนี้ ผมเองเกิดไม่ทันครับเพราะมันเกิดมามากกว่า หกสิบปีแล้ว จึงได้เรียนถามคุณแม่ ที่เป็นชาวจีนแผ่นดินใหญ่ ท่าน มีชื่อว่า นางเป็กหล่าน แซ่ฝ่ง ปัจจุบันอายุแปดสิบปีหย่อนเล็กน้อย ครอบครัวของท่าน อยู่ในเมือง ซุ่นเต๋อ มณฑลกวางโจว

ขณะที่กองทัพญี่ปุ่นรุกเข้าแผ่นจีนนั้น ท่านยังเด็กมากอายุเพียงประมาณ12ขวบเศษๆ กองทัพญี่ปุ่นบุกทำลายยึดทรัพย์สินที่เคลื่อนย้ายไปได้ ส่วนที่เหลือก็ระเบิดหรือเผาทำลายทิ้งทหารจีนรวมทั้งชาวบ้านที่ต่อต้าน จะถูกสังหารทั้งหมด บ้านแตกสาแหรกขาด สุดท้าย คุณแม่ผมก็ถูกกวาดต้อน และเกณฑ์เข้ามาทำงานเป็นพยาบาลในกองทัพญี่ปุ่น ซึ่งเดินทัพลงมาจากตอนใต้ของจีน ผ่านเข้ามาทางพม่าอินเดียและเข้าประเทศไทยทางจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อนๆที่ร่วมเดินทางมาก็ถูกกระสุน ระเบิดของเครื่องบินกองทัพสัมพันธมิตร ตายไป เกือบหมด

กองทัพญี่ปุ่นแตกหนีตอนปลายสงครามหลังรัฐบาลญี่ปุ่นยอมแพ้ ต่อจากนั้นคุณแม่และเพื่อนชาวจีนที่เหลือจึงเดินทางมาบางกอกมีครอบครัวและอยู่มาตลอดเกือบหกสิบปี ท่านเล่าว่าช่วงสงครามเป็นช่วงที่เลวร้ายที่สุดทั้ง อาหารที่ขลาดแคลนสภาพจิตใจ ผู้คนล้มตาย รวมถึงการคร่าชีวิตกันอย่างป่าเถื่อน เสรีภาพและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติจึงเป็นสิ่งมีที่คุณค่าสูงสุดที่เพื่อนมนุษย์จะประพฤติต่อกัน นี่คือสิ่งที่คุณแม่ถ่ายทอดและสอนลูกทุกคนให้รู้ถึงภัยสงครามผมจึงเขียนมาถ่ายทอดประสบการณ์ของคุณแม่แก่ผู้ฟังบีบีซีภาคภาษาไทยผมต้องขออภัยด้วยที่เขียนไม่เก่ง

สุพัฒน์ ชูคีตะศิลป์ จ.ปทุมธานี



สวัสดีครับ

สมัย W.W.2 ผมเป็นนักเรียนแพทย์เสนารักษ์ปีที่๑ อยู่ลพบุรีเมืองลิง อาจารย์หมอท่านเอารถเก๋งขึ้นคานเพราะไม่มีน้ำมันใช้บางคนก็ถอดเอายางไปเซ็งลี้ รถโดยสารต้องใช้ถ่านหุงข้าวแทนน้ำมันกว่าจะเปลี่ยนเป็นพลังงานต้องหมุนด้วยมือประมาณเกือบชั่วโมง เวลาเข้าหลุมหลบภัยพวกเด็กๆคุยกันดังหรีอตบยุงดังพวกผู้ใหญ่จะดุเอาท่านกลัวว่าพวกนักบินทิ้งระเบิดจะได้ยิน

เสื้อผ้าแพงมากต้องใช้ผ้าฝ้ายของไทยเราเองแต่อาหารการกินสมบูรณ์ดี ทหารญี่ปุ่นเลือกกินแต่ของดีๆบอกว่าอาหารไทยถูกมาก วันหนึ่งกำลังสอบใหญ่เครื่องทิ้งระเบิดUSA.บินผ่านไปหลายสิบลำไปที้งระเบิดที่แก่งคอยสระบุรีนัยว่าขบวนรถไฟบรรทุกทหารญี่ปุ่นมาที่นั่นปรากฎว่าไม่มาตามนัด หรืออย่างไร กลายเป็นคนไทยรับเคราะห์ไป ปี 2488 ผมมาฝึกงานที่โรงพยาบาลวชิรพยาบาล จุฬาลงกรณ์ และกลาง ๖สิงหาคม 1945 บี29 เอา Little boy 15-kiloton ทิ้งที่เมืองฮิโรชิมา ญี่ปุ่น ตายทันที 6000 ศพ และยังตายอีก 70000 ศพ ในระยะ 2-3 ปีภายหลัง ถัดมาอีก3 วัน วันที่ 9 สิงหาคม 1945 เมืองนางะซากิ ญี่ปุ่น ก็ถูกFat man 21-kiloton บอมบ์ ตาย 38000 ศพทันที และคาดว่าจะตายอีก 35000 ศพ

และวันที่ 18 สิงหาคม 2488 ญี่ปุ่นก็ยอมแพ้สิ้นสุดW.W.2ของเอเชีย พอดีผมกำลังอยู่โรงพยาบาลกลางพวกเจ๊กอั้งยี่ใช้กรรไกรขาเดียวไล่แทง คนไทยต้องอยู่ในห้องผ่าตัด เพื่อซ่อมแซมอวัยวะคนไทยทั้งคืนทุกคืนจนตาโหล โกรธที่ว่าห้ามคนจีนขายหมู ไม่แน่ใจนะครับ สวัสดี

วิเชียร พันธุ์พยัคฆ์ จ. นครราชสีมา