Vocabulary Reference

How do I start a conversation? การเริ่มบทสนทนา

What’s your name?
คุณชื่ออะไร

My name’s…
ฉันชื่อ...

I’m…
ฉัน...

Nice to meet you.
ยินดีที่ได้พบคุณ

Nice to meet you, too.
ยินดีที่ได้พบคุณเช่นกัน

Where are you from?
คุณมาจากไหน

I’m from…
ฉันมาจาก

What do you do?
คุณทำงานอะไร

I’m a...
ฉันเป็น...

How do I give advice? การให้คำแนะนำ

a diary
บันทึก 

a headache
ปวดหัว 

take medicine
รับประทานยา 

get fit
ฟิตร่างกาย

a gym
ยิม

How do I talk about likes and dislikes?

I like…
ฉันชอบ...

I don’t like…
ฉันไม่ชอบ...

I love…
ฉันรัก...

I hate…
ฉันเกลียด...

I don’t mind…
ฉันไม่รังเกียจ...

coffee
กาแฟ

chocolate
ช็อกโกแลต

How do I talk about my morning routine?

wake up
ตื่นนอน

get up
ลุกจากที่นอน

have a shower
อาบน้ำ

have breakfast
รับประทานอาหารเช้า

at 7 o’clock
ตอนเจ็ดนาฬิกา

How do I talk about the weather?

It's sunny
แดดออก

It's windy
ลมแรง

It's rainy
ฝนตก

It's raining
ฝนกำลังตก

cool
เย็น

warm
อุ่น

How do I talk about where I live?

I live in a
ฉันอาศัยอยู่ใน 

city
เมือง

town
เมือง 

village
หมู่บ้าน

North
เหนือ

South
ใต้

East
ตะวันออก

West
ตะวันตก 

How do I talk about someone's appearance?

mother
แม่

boyfriend
เพื่อนชาย หรือแฟน

pretty
น่ารัก

handsome
หล่อ

long
ยาว

short
สั้น

blonde
บลอนด์

dark
สีเข้ม

How do I talk about someone's personality?

What’s he/she like?
เธอ/ เขา เป็นคนอย่างไร? 

too
เกินไป 

so
มาก/ ช่าง 

a little
เล็กน้อย

but
แต่ 

and
และ 

friendly
เป็นมิตร 

lazy
ขี้เกียจ

funny
ตลก 

shy
เขินอาย 

serious
จริงจัง 

quiet
เงียบ 

talkative
ช่างพูด 

hardworking
ขยัน

How do I make a phone call?

Hello?
สวัสดี 

Hello, is ______ there, please?
สวัสดี ... (ชื่อ) อยู่ไหมครับ/ ค่ะ 

Sorry, he/she's not here at the moment.
ขอโทษค่ะ ตอนนี้เขา/ เธอ ไม่อยู่

Can I take a message?
ให้ฉันรับฝากข้อความไหม 

It's ok. I'll call back later.
ไม่เป็นไร ฉันจะโทรกลับมาใหม่ค่ะ 

Hello, can I speak to _______, please?
สวัสดี ขอพูดกับ... (ชื่อ) ครับ/ ค่ะ

Yes. Who’s speaking, please?
ครับ/ ค่ะ ใครโทรมาคะ 

It’s _____.
นี่... (ชื่อ) ค่ะ

How do I order food and drink in a cafe?

a black coffee
กาแฟดำหนึ่งแก้ว

a green tea
ชาวเขียวหนึ่งแก้ว

a cheese sandwich
แซนด์วิชชีสหนึ่งชิ้น

take away
นำกลับ

have here
รับประทาน / ดื่ม ที่ร้าน

How do I order in a restaurant?

To start…
เริ่มด้วย

For main…
สำหรับจานหลัก

For dessert…
สำหรับของหวาน

To drink…
ดื่ม

I’ll have…
ฉันจะรับประทาน

the soup
ซุป

the fish
ปลา

with vegetables
คู่กับผัก

the chocolate cake
เค้กช็อกโกแลต

water
น้ำ

How do I make requests?

1) มีวิธีพูดขออนุญาตได้อย่างไรบ้าง

ใช้ประโยคต่อไปนี้:

Can I…?
Could I…?
Do you mind if I…?

2) รูปแบบใดสุภาพมากกว่ากัน?

Can I…? เป็นกลางมากที่สุด ส่วน Do you mind if I…? คือรูปแบบที่สุภาพที่สุด

3) ต้องใช้คำกริยาช่องใด กับรูปประโยคนี้?

ใช้คำกริยาในรูปปัจจุบันธรรมดา (present simple) สำหรับประธานซึ่งเป็นบุรุษที่หนึ่ง

Can I open…?
Could I open…?
Do you mind if I open…?

How do I talk about how I feel?

1) จะใช้คำขึ้นต้นอย่างไรเพื่อบอกความรู้สึก?

We use the verb ‘be’ to talk about feelings. และใช้ ‘I feel’ นำหน้าเพื่อบอกความรู้สึก

2) ทุกคำที่ใช้บอกความรู้สึกลงท้ายด้วย -ed หรือไม่?

ไม่เสมอไป เพียงแต่เป็นรูปแบบการลงท้ายที่พบบ่อย

 3) อะไรคือข้อแตกต่าง ระหว่างการลงท้ายด้วย ‘-ed’ กับ ‘-ing’?

เราใช้การสะกดลงท้ายสองแบบนี้ กับคำคุณศัพท์ (adjectives)

คำที่ลงท้ายด้วย -ed สื่อถึงความรู้สึกที่เรามี
คำที่ลงท้ายด้วย -ing สื่อถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากบางสิ่ง

  • I am excited about learning a new language.
  • Learning a new language is exciting.

How do I book an appointment?

1.จะพูดขอนัดหมายได้อย่างไร?

ให้ใช้คำว่า Can I ขึ้นต้นประโยค ตามด้วย book an appointment

  • Can I book an appointment?

ส่วนการเพิ่มข้อมูลเรื่องเวลา สามารถใช้คำว่า for ตามด้วยวันและเวลาที่ต้องการนัด เช่น:

  • Can I book an appointment for next Monday afternoon?
  • Can I book an appointment for Tuesday evening?

2. จะใช้วลี ‘how about’ เพื่อเสนอแนะได้อย่างไร?

ใช้วลีนี้เพื่อเสนอเวลานัดได้ และอย่าลืมใช้ at เพื่อระบุเวลา

  • How about at 3pm?
  • How about at 5pm?

เช่นเดียวกับการเสนอเวลานัด เราสามารถเสนอสิ่งอื่นได้ โดยเติม gerund (v-ing form) หลัง how about:

  • How about meeting at 2pm?
  • How about drinking coffee?

3. คำว่า ‘then’ ใช้อย่างไร?

Then ใช้เพื่ออ้างถึงเวลาที่กล่าวไว้ข้างต้นในบทสนทนาแล้ว ดังนั้นหากถูกถามว่า how about at 12pm? ก็สามารถตอบได้ว่า see you then.

How do I give opinions?

1.จะขอความคิดเห็นได้อย่างไร?

ใช้วลี ‘what do you think about...?’ ตามด้วยหัวข้อการสนทนา เช่น:

• What do you think about the new design?
• What do you think about this website?

2. ควรใช้วลีใดเพื่อกล่าวถึงความคิดเห็น?

ใช้สามวลีต่อไปนี้ได้: ‘I think’, ‘Personally’ และ ‘In my opinion’ ทั้งหมดมีความหมายเหมือนกัน และใช้กับการเสนอความคิดเห็นส่วนบุคคล

• I think it's fine.
• Personally, I love it.
• In my opinion, it's awful.

3. จะเสนอความคิดเห็นได้อย่างไร?

ใช้คำว่า ‘it’s’ ตามด้วยคำคุณศัพท์เพื่อเสนอความคิดเห็น เช่น:
• It's fine.
• It's awful.
• It's great.

หรือใช้คำกริยาต่าง ๆ เพื่อเสนอความคิดเห็น:
• I love it.
• I like it.
• I hate it.

How do I talk about my childhood hobbies?

play football
เล่นฟุตบอล 

watch films
ชมภาพยนตร์ 

listen to music
ฟังเพลง 

a lot of
มาก / บ่อย

not…much
ไม่มาก / ไม่บ่อย

How do I talk about future arrangements?

1. จะใช้ tense อะไรพูดถึงแผนการในอนาคต?

เราใช้ประโยคปัจจุบันกำลังทำ (present continuous) โดยใช้เมื่อเราวางแผนไว้แล้วหรือรู้ว่าจะเป็นไปตามนั้นแน่นอน

2. รูปประโยคเป็นอย่างไร?
ประโยคบอกเล่าเชิงบวก:

  • I'm having dinner with my mother.  
    ประธาน + กริยา ‘be’ ในรูปปัจจุบัน + กริยาเติม -ing

ประโยคปฏิเสธ:

  • I'm not having dinner with my mother. 
    ประธาน + กริยา ‘be’ ในรูปปัจจุบัน + not + กริยาเติม -ing

ประโยคคำถาม:

  • Are you having dinner with your mother? 
    กริยา ‘be’ ในรูปปัจจุบัน + ประธาน + กริยาเติม -ing

สังเกตรูปย่อ:
'I am' becomes 'I'm'
'You are' becomes 'You're'
'He is' becomes 'He's'
'We are' becomes ‘We’re’.

3) ใช้ ‘ประโยคปัจจุบันกำลังทำ’ ในกรณีอื่นได้อีกหรือไม่?
Yes รูปประโยค present continuous ยังใช้ได้ในกรณีอื่น ๆ ด้วย เช่น ใช้พูดถึงสิ่งที่กำลังดำเนินอยู่ในปัจจุบัน

How do I talk about future plans?

1.   จะพูดถึงแผนการในอนาคตที่แน่นอนแล้วได้อย่างไร?

ใช้ be + going to เพื่อแต่งประโยคเกี่ยวกับอนาคตที่เรามั่นใจแล้วว่าจะทำแน่นอน อย่าลืมเลือกใช้ กริยา be ให้เข้ากับประธานด้วย

  • am going to meet Sarah for a coffee.
  • She is going to come after work.
  • We are going to talk about our plans.

 2. จะพูดถึงสิ่งที่อยากทำในอนาคตได้อย่างไร?

ใช้ ‘would like to’ เพื่อพูดถึงสิ่งที่อยากทำในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ก็ตาม และ would มักจะถูกย่อเป็น ‘’d'

  • I’d like to study Italian.
  • We’d like to go abroad this summer.
  • She’d like to meet some new people. 

3. จะพูดถึงสิ่งที่เป็นไปได้ในอนาคตอย่างไร?

ใช้คำว่า might เพื่อพูดถึงสิ่งที่อาจเป็นไปได้ในอนาคต อย่าลืมว่าเราใช้คำกริยาช่องหนึ่งโดยไม่ต้องมี ‘to’

  • might go swimming.
  • We might watch a film.
  • He might take a day off work. 

4. ใช้คำถามแบบไหนเพื่อถามถึงแผนการในอนาคต?

ใช้ประโยค ‘Do you have any plans for…’ ตามด้วยช่วงเวลา

  • Do you have any plans for next month?
  • Does he have any plans for next year?
  • Do we have any plans for this summer?

How do I invite someone to do something?

1. จะถามว่าว่างไหม ต้องพูดอย่างไร?

ใช้ประโยคเหล่านี้:

  • Are you free (+ time)?
  • Are you free later?
  • Are you free this weekend? 

2. การพูดเชิญชวนใช้ประโยคแบบใดได้บ้าง?

ใช้ประโยคเหล่านี้:

  • Do you want to (+verb)
  • Would you like to (+verb)
  • Why don't you (+verb) 

3. จาก ประโยคข้างต้น ประโยคใดเป็นทางการที่สุด?

  • Would you like to (+verb) เป็นทางการกว่าประโยคอื่น 

4. รูปประโยค ‘Why don’t you…?’ สามารถใช้ให้คำแนะนำได้ด้วย ดังนั้นต้องพูดอย่างไรถึงจะสื่อได้ชัดเจนว่าเรากำลังพูดเชิญชวน?

  • ใช้คำกริยา ‘come’ และเติม ‘with me' หรือ ‘with us’ ตอนท้าย
  • Why don’t you go the party? (advice)
  • Why don't you come to the cinema with us on Saturday? (invitation)

How do I reply to invitations?

1. เวลาตอบรับคำเชิญต้องพูดว่า ‘yes’ เสมอไปหรือไม่?

ไม่จำเป็นโดยเราสามารถใช้วลี ‘that sounds’ ต่อด้วยคำคุณศัพท์ที่มีความหมายในแง่บวกเพื่อสื่อว่าเห็นด้วยก็ได้

  • That sounds great!
  • That sounds lovely!

 2. เมื่อต้องการตอบรับคำเชิญ จะบอกเป็นภาษาอังกฤษว่า ‘ฉันยินดีมาก’ ได้อย่างไร?

พูดว่า ‘I would love that’ ซึ่งมักจะถูกย่อเป็น ‘I’d love that’.

  • Do you want to come to the cinema?
  • I'd love that! 

3. ถ้าพูดว่า ‘I'd love’ แล้วใช้คำกริยาแทน ‘that’ ได้หรือไม่?

ได้ โดยใช้วลี ‘I’d love’ ตามด้วย ‘to’ และคำกริยาช่องหนึ่ง

  • I'd love to come

แต่จะพูดว่า ‘I’d love to’ โดยไม่เติมคำกริยาก็ได้เนื่องจากทั้งสองฝ่ายเข้าใจในบริบทของการสนทนาอยู่แล้ว

  • I'd love to.

How do I say no politely?

1. จะขึ้นต้นประโยคอย่างไร เมื่อต้องการปฏิเสธคำเชิญ?

ต่อไปนี้ เป็นวิธีพูดที่พบบ่อย:

  • I'd love to, but…
  • I'd like to, but…
  • I'm sorry, but…

2. จำเป็นต้องให้เหตุผลที่ต้องปฏิเสธคำเชิญหรือไม่?

ไม่จำเป็น แต่ปกติแล้ว หากให้เหตุผลด้วยว่าไม่ว่างเพราะอะไรจะฟังดูสุภาพกว่า 

3. จะให้เหตุผลได้อย่างไรบ้าง?

สามารถใช้ประโยคปัจจุบันกำลังทำ หรือ present continuous  เพื่ออธิบายสิ่งที่จะทำ: 

  • I'd love to, but I'm going out for dinner. 

หรือหากมีสิ่งอื่นที่ต้องทำ ให้ใช้ ‘have to’ ได้:

If you have another obligation you can use 'have to': 

  • I'm sorry, but I have to clean my house!

หรือบอกว่าไม่ว่าง - 'I'm busy' 

  • I'd like to, but I'm busy.

How do I ask for information politely?

1.  จะเรียกผู้ที่เราต้องการสอบถามเพื่อขอข้อมูลได้อย่างไร?

ประโยคที่พบบ่อยคือ:

  • Excuse me!
  • Sorry!
  • Sorry to bother you. 

2. หากพูดว่า ‘please’ และ ‘thank you’ จะถือว่าสุภาพพอหรือไม่?

หากสอบถามข้อมูลโดยใช้คำว่า ‘please’ ในตอนท้ายประโยค พร้อมกับโทนเสียงที่ถูกต้อง ถือว่าสุภาพแล้ว ซึ่งรูปประโยคคำถามโดยตรงคือ:

  • Where’s the nearest supermarket, please?
  • Where does bus number 10 leave from, please? 

คำขึ้นต้นประโยคคำถาม, คำกริยา ‘be’ หรือกริยาช่วย, กรรม, กริยาหลัก 

Question word

be’ verb or auxiliary verb

Object/ thing

Main verb

Where

What

Which

When

How 

 is/ are

 the nearest supermarket?

 

 

 

does/ do

 

bus number 10

leave from?

3. ในภาษาอังกฤษมีวิธีถามที่สุภาพกว่านี้หรือไม่?

มี สามารถใช้คำถามทางอ้อมได้ดังต่อไปนี้

  • Do you know where the nearest supermarket is, please?
  • Can you tell me where the nearest supermarket is, please?

4. รูปประโยคคำถามโดยตรง กับคำถามทางอ้อมต่างกันอย่างไร?

ประโยคคำถามทางอ้อม จะไม่ใช้คำขึ้นต้นประโยคคำถามและไม่ใช้คำกริยาช่วย แต่จะขึ้นต้นด้วยวลี เช่น Do you know... หรือ Can you tell me...

ตามลำดับต่อไปนี้:

  • Do you know where the nearest supermarket is, please?
  • Can you tell me where bus number 10 leaves from, please? 

Polite phrase

Question word

Object/ thing

be’ verb or main verb

Do you know… 

Can you tell me…

where

what

which

when

how 

the nearest supermarket

 is/ are?

bus number 10

leaves from?

 

How do I give directions?

1. ให้เดินตรงไป ต้องพูดเป็นภาษาอังกฤษว่าอย่างไร?

ใช้วลี ‘go straight’ เพื่อบอกให้เดินตรงไป และใช้วลีอื่นซึ่งมีความหมายเหมือนกันได้ ดังต่อไปนี้:

  • Go straight on…
  • Go straight down here…
  • Go straight up here… 

2. จะบอกให้เลี้ยวได้อย่างไร?

ใช้วลี ‘turn left’ ซึ่งแปลว่าเลี้ยวซ้าย หรือ ‘turn right’ ที่แปลว่าเลี้ยวขวา และบอกจุดที่ต้องการให้เลี้ยวโดยใช้คำว่า ‘at’ กับอาคารหรือจุดสังเกตอื่น ๆ ส่วน ‘on’ ใช้กับถนน

  • Turn left at the cinema.
  • Turn right on Queen Street. 

นอกจากนี้ ‘take’ แปลว่า ให้ไปตามถนนหรือซอย

  • Take the first road on the left.
  • Take the second road on your right. 

หรือจะพูดว่า ‘on the left’ และ ‘on your left’ ก็ได้

แต่อย่าลืมใช้ ‘the’ กับ ‘first’, ‘second’, ‘third’, หรือลำดับอื่น ๆ 

3. จะบอกจุดหมายปลายทางของผู้ถามได้อย่างไร?

ใช้ ‘it’s’ (it is) หรือ ‘it’ll be’ (it will be)

ตามด้วย ‘on the/ your right/ left’

  • It’s on the right.
  • It’ll be on your left. 

4. ใช้รูปประโยคและ tense ใดเพื่อบอกทาง?

เราใช้ประโยคคำสั่ง (imperative) หมายถึง การขึ้นต้นวลีด้วยคำกริยาในรูปเดิมที่ยังไม่ได้ผัน:

  • Go straight on, take the first road on the left, turn left at the cinema.

How do I talk about my habits?

 1. เราใช้ tense อะไรพูดถึงนิสัยของตนเอง?

ตามปกติใช้ประโยคปัจจุบันธรรมดา (present simple)

  • eat rice every day.

2. เราใช้คำวิเศษณ์แบบใด เพื่ออธิบายถึงความถี่ของสิ่งที่ทำเป็นประจำ?

ใช้คำวิเศษณ์เพื่อบอกความถี่ ซึ่งมักจะวางไว้ระหว่างประธานและกริยาในประโยค

  • never eat fast food.
  • hardly ever eat chocolate.
  • sometimes exercise.
  • often read in bed.
  • always watch TV.

3. จะบอกถึงสิ่งที่ทำ โดยนับเป็นจำนวนครั้งต่อสัปดาห์ได้อย่างไร?


หากทำสิ่งนั้นทุกวัน สามารถใช้วลี ‘every day' ได้ ซึ่งจะวางไว้ตอนต้นประโยคหรือตอนท้ายก็ได้

  • I have a shower every day.

หรืออธิบายเป็นจำนวนครั้งต่อสัปดาห์ โดยบอกตัวเลข ตามด้วยวลี ‘times a week’

แต่หากทำเพียงครั้งเดียวต่อสัปดาห์ ให้ใช้ ‘once a week’ และหากเป็นสองครั้งให้ใช้ ‘twice a week’ หรือจะเปลี่ยนคำว่า ‘สัปดาห์’ เป็น ‘month’, ‘year’ หรือ ‘day’ ก็ได้

  • I play football once a week.
  • I go to the cinema three times a month.
  • I eat out twice a month.

 

How do I talk about my abilities?

1. จะพูดถึงความสามารถของตัวเอง โดยใช้คำคุณศัพท์และคำนามได้อย่างไร?

เรามักจะใช้คำคุณศัพท์ ‘good’ และ ‘bad’ เพื่อพูดถึงความสามารถ แต่หากต้องการสื่อความหมายขั้นกว่า ก็ใช้คำว่า ‘excellent’ ซึ่งแปลว่าดีเลิศ และ ‘terrible’ ที่แปลว่าแย่มากได้เช่นกัน

subject + be + adjective

  • She’s good.
  • We’re terrible.

เมื่อต้องการพูดถึงกิจกรรมใดโดยเฉพาะ อย่าลืมใช้ ‘at’ นำหน้าคำนามด้วย (หรือ gerund ที่ลงท้ายด้วย ‘-ing’):

subject + be + adjective + at + noun/ gerund

  • I’m bad at French.
  • He’s excellent at (playing) football.

2. จะพูดถึงความสามารถโดยใช้คำกริยาและคำวิเศษณ์ได้อย่างไร?

เราสามารถอธิบายความสามารถของตนเองโดยใช้กริยาได้ เช่น ‘play’, ‘cook’, ‘dance’, ‘speak’ ตามด้วยคำวิเศษณ์ ‘well’ หรือ ‘badly’.

  • speak French badly.
  • He plays football very well.

3. จะทำให้คำอธิบายความสามารถมีความหมายเบาลง หรือหนักขึ้นได้อย่างไร?

ใช้คำเหล่านี้เพื่อขยายความหมายของ ‘good’ และ ‘bad’ เช่นเดียวกับ ‘well’ และ ‘badly’.

very มาก
really จริง ๆ
quite ค่อนข้าง
pretty พอควร

ซึ่งคำเหล่านี้ ต้องวางไว้หน้าคำที่ต้องการขยาย:

  • You’re very good at dancing.
  • You dance really well.

How do I compare two things?

1.จะเปลี่ยนคำคุณศัพท์ที่มีพยางค์เดียวให้เป็นคำคุณศัพท์เพื่อเปรียบเทียบได้อย่างไร? 

เติม ‘er’ 

  • Eating in is cheaper than eating out.
  • He is taller than me.

ระวังตัวสะกด - สำหรับคำที่ลงท้ายด้วยสระ 1 ตัวและพยัญชนะ 1 ตัว (e.g. big, hot) ต้องเพิ่มพยัญชนะสุดท้ายเป็นสองตัว 

  • It's hotter today than yesterday.
  • You look thinner today. 

2. แล้วคำคุณศัพท์ที่มีมากกว่า พยางค์ล่ะ?

ปกติแล้ว คำคุณศัพท์ที่ลงท้ายด้วย ‘y’ ต้องตัด ‘y’ ออกแล้วเติม ‘ier’ 

  • Eating at home is healthier.
  • This film is funnier than the last one. 

ส่วนคำคุณศัพท์อื่น ๆ ให้เติมคำว่า ‘more’ ข้างหน้า 

  • Eating out is more expensive

3. มีข้อยกเว้นหรือไม่?

มี! ข้อยกเว้นที่ควรจำคือ ‘good’ เปลี่ยนรูปเป็น ‘better’

ส่วน ‘bad’ เปลี่ยนเป็น ‘worse’ และ ‘far’ เป็น ‘further' 

  • My English is getting worse!

how do i compare more than two things?

1.   จะใช้คำคุณศัพท์เดียวกันเพื่อเปรียบเทียบมากกว่าสองสิ่งขึ้นไปได้อย่างไร?

สำหรับคำคุณศัพท์ที่มีหนึ่งและสองพยางค์ เติม ‘the’ ข้างหน้าและเติม ‘-est’ ท้ายคำ: 

subject + be + the (adjective + -est)

  • My mother’s house is the cleanest house I know. 

adjective ending in ‘e’ + -st (ไม่ต้องเติม ‘e’ อีกตัว)

  • He’s the nicest man I know.

 adjective ending in ‘y’ + -iest (เปลี่ยน ‘y’ เป็น ‘i’)

  • She’s the prettiest girl I know.

สำหรับ adjective ที่ลงท้ายด้วยสระหนึ่งตัวและพยัญชนะหนึ่งตัว ให้เพิ่มพยัญชนะสุดท้ายเป็นสองตัว + -est

  • London’s the biggest city in the UK. 

สำหรับคำคุณศัพท์ที่มีมากกว่าสองพยางค์ ให้เติม ‘the most’ ข้างหน้า ส่วนคำคุณศัพท์อยู่ในรูปเดิม:

  • New York is the most exciting city in the world.
  • Mr Smith is the most interesting teacher in the school. 

2. มีข้อยกเว้นหรือไม่?

Of course! ต่อไปนี้เป็นคำคุณศัพท์ที่มีข้อยกเว้น และพบได้บ่อย ดังนั้นต้องพยายามท่องจำให้ได้ค่ะ:

good > the best (not ‘the goodest’)

bad > the worst (not ‘the baddest’)

fun > the most fun (not ‘the funnest’)

How do I respond to news?

1.การกล่าวอวยพรคู่สนทนาให้โชคดีต้องใช้คำว่าอะไร?

วลีที่พบบ่อยคือ:

  • Good luck! โชคดี!
  • Hope it goes well! หวังว่าจะเป็นไปด้วยดีนะ!

โดยใช้ได้ทั้ง‘I hope...’ และ ‘Hope...’ ส่วน ‘it’ หมายถึงสิ่งเดียว เช่น การสอบหนึ่งครั้ง เป็นต้น

  • Hope they go well!หวังว่าจะเป็นไปด้วยดีนะ!

โดยใช้ได้ทั้ง‘I hope...’ และ ‘Hope...’ ส่วน ‘they’ หมายถึงหลายสิ่ง เช่น การสอบหลายครั้ง เป็นต้น

  • All the best! ขอให้มีแต่สิ่งดี ๆ
  • Best of luck! ขอให้โชคดี! 

2. จะพูดตอบอย่างไรเมื่อได้ยินข่าวในแง่ลบ?

วลีที่พบบ่อยในการแสดงความเห็นใจต่อผู้ที่เล่าถึงข่าวร้าย มีดั้งนี้:

  • I’m sorry to hear that. เสียใจที่ได้ยินเช่นนั้น หรือเสียใจด้วย

วลีนี้ใช้ในบริบทใดก็ได้ โดยสามารถเติม ‘so’ หรือ ‘so very’ หน้าคำว่า ‘sorry’ เพื่อเน้นความหมายได้ด้วย

  • Better luck next time. คราวหน้าขอให้โชคดีกว่านี้

หรือพูดได้อีกแบบว่า ‘I wish you better luck next time!’ หรือ ‘I hope you have better luck next time!’

วลีนี้เหมาะกับการพูดตอบเวลามีคนเล่าให้ฟังว่าทำพลาดหรือล้มเหลวในสิ่งที่ทำ ไม่ควรใช้กับการสูญเสีย หรือข่าวการเสียชีวิต 

3. จะพูดตอบอย่างไรเมื่อได้ยินข่าวดี?

วลีที่พบบ่อยในการแสดงว่าดีใจกับผู้ที่มีข่าวดี ได้แก่:

  • Congratulations! ขอแสดงความยินดีด้วย

วลีนี้ใช้ในบริบทใดก็ได้ รวมถึงการแต่งงาน การเกิด และการได้เลื่อนตำแหน่ง ส่วนวลีต่อไปนี้ใช้ได้ในอีกหลายบริบท เช่นกัน:

  • Excellent!
  • Amazing!
  • Wonderful!
  • Well done! ทำได้ดีมาก
  • Good work! ทำได้ดีมาก
  • Good job! ทำได้ดีมาก

วลีเหล่านี้ เหมาะกับกรณีที่มีคนประสบความสำเร็จในความพยายาม แต่ ‘well done’  อาจไม่เหมาะสมกับการพูดตอบข่าวการแต่งงาน

How do I talk about being ill?

a cold
หวัด

the flu
ไข้หวัด

a cough
ไอ

a sore throat
เจ็บคอ

a headache
ปวดศีรษะ

a stomach ache
ปวดท้อง

a toothache
ปวดฟัน

an earache
ปวดหู

a backache
ปวดหลัง

How do I talk about what food is in my fridge?

in the fridge
ในตู้เย็น

a pepper
พริกหยวก (เอกพจน์)

an onion
หัวหอม(เอกพจน์)

cheese
ชีส

milk
นม

eggs
ไข่

tomatoes
มะเขือเทศ (พหูพจน์)

carrots
แครอท (พหูพจน์)

an omelette
ไข่เจียว (เอกพจน์) 

How do I talk about my location?

the bus stop
ป้ายรถประจำทาง

the lift
ลิฟต์

reception
ประชาสัมพันธ์

the entrance
ทางเข้า

How do I describe a scene?

1. จะอธิบายตำแหน่งของแต่ละองค์ประกอบในภาพได้อย่างไร?

ใช้วลีเหล่านี้:

  • in the background  = ในฉากหลัง
  • in the foreground = ด้านหน้า
  • at the bottom (of) = ด้านล่าง (ของ)
  • at the top (of) = ด้านบน (ของ)
  • on the left (of) = ด้านซ้าย (ของ)
  • on the right (of) = ด้านขวา (ของ)
  • next to = ถัดจาก, ด้านข้าง 

2. คำบุพบทที่ขึ้นต้นประโยคสำคัญหรือไม่?

Yes! คำว่า ‘in’, ‘at’ และ ‘on’ มีความสำคัญและเปลี่ยนไม่ได้ เนื่องจากวลีเหล่านี้มีรูปแบบตายตัว 

3. คำบุพบทตอนท้ายประโยคสำคัญหรือไม่?

การใช้คำบุพบท ‘of’ ตอนท้ายประโยค ขึ้นอยู่กับว่าใช้คำนามต่อท้ายหรือไม่

at the bottom of

  • I see a house at the bottom of the mountain.

at the top of

  • I see trees at the top of the mountain.

on the left of

  • The tree is on the left of the house.

on the right of

  • The tree is on the right of the house.

หากไม่มีคำนามต่อท้าย ไม่จำเป็นต้องใช้ ‘of’

  • I see a house at the bottom.
  • I see trees at the top.
  • The tree is on the left.
  • The tree is on the right.

แต่สำหรับ ‘next to’ จำเป็นต้องมีคำนามต่อท้ายเสมอ เนื่องจากการใช้คำว่า ‘next’ เพื่ออธิบายตำแหน่ง จำเป็นต้องมี ‘to’ เพื่อบอกว่าสิ่งนั้น ๆ อยู่ถัดจากอะไร

  • I see a tree next to the house. 

4. จะใช้คำกริยาใดอธิบายสิ่งที่เห็นในภาพทิวทัศน์?

ใช้ ‘I see…’ ‘ฉันเห็น’

‘I can see…’ ‘ฉันสามารถมองเห็น’ และ

‘There’s…’ (เอกพจน์) หรือ ‘There are’ (พหูพจน์)

  •   I see a house at the bottom of the mountain.
  •   I can see a house at the bottom of the mountain.
  •   There’s a house at the bottom of the mountain.

 

How do I describe a word I don't know?

มีเทคนิคอะไรบ้าง เพื่อช่วยอธิบายเวลานึกคำศัพท์ภาษาอังกฤษไม่ออก?

A) พูดถึงลักษณะโดยรวมของสิ่งนั้นโดยใช้วลี 'it’s a kind of…’ หรือ 'it's a type of…'

  • It's a kind of hot drink. (coffee)
  • It's a type of fruit. (a banana)

และระบุรายละเอียดเพิ่มเติม เช่น ในกรณีที่พูดถึง ‘กล้วย’ ก็อธิบายว่า - ‘it’s long and yellow’ 

B) หากจะพูดถึงคำคุณศัพท์ แต่รู้เพียงแค่คำตรงข้าม ให้บอกว่า ‘it’s the opposite of...’ ตามด้วยคำคุณศัพท์ที่มีความหมายตรงข้าม

  • It's the opposite of clean. (dirty)
  • It's the opposite of hot. (cold) 

C) อธิบายสิ่งที่คล้ายกับคำศัพท์ที่นึกไม่ออก โดยใช้วลี ‘it’s like...’ หรือ ‘it’s similar to...’ ตามด้วยสิ่งที่คล้ายกัน เช่น

  • It's like a clock. (a watch)
  • It's like an onion (garlic)

How do I talk about dates and times?

1) ‘at’, ‘on’ และ ‘in’ ใช้อย่างไรกับการบอกเวลา?

ตามปกติแล้วมีกฎการใช้ดังนี้: 

At ใช้เพื่อเจาะจงเวลา:

  • I get up at 6 o' clock
  • See you at midday 

On ใช้กับวันและวันที่:

  • I'm going on holiday on Monday
  • My son was born on Tuesday 22nd April.

In ใช้กับระยะเวลาที่ยาวกว่า เช่น เดือน ฤดูกาล และปี

  • I started school in the winter, in 1988.

2) มีวลีเกี่ยวกับเวลาที่ใช้คำบุพบท‘at’, ‘on’ และ‘in’ ด้วยหรือไม่?

วลีที่พบบ่อยและควรท่องจำคือ ในช่วงสุดสัปดาห์ - ‘at the weekend’, ในช่วงกลางคืน - ‘at night’, ในขณะนี้ - ‘at the moment’, ในช่วงเช้า - ‘in the morning’, ในช่วงบ่าย - ‘in the afternoon’, ในช่วงค่ำ - ‘in the evening’

  • I can't get to sleep at night.
  • What did you do at the weekend?
  • I have an English class in the evening

3) มีคำบอกเวลาที่ไม่ต้องใช้คำบุพบทหรือไม่?

มี ยกตัวอย่างเช่น วันนี้ ‘today’, พรุ่งนี้ ‘tomorrow’, หรือ เมื่อวาน ‘yesterday’ ไม่ต้องเติม ‘at’ เมื่อใช้กับคำว่า ‘next’

  • See you next week.
  • I'll be back tomorrow.

How do I talk about my education?

1.    จะใช้คำกริยาใดเมื่อพูดถึงสถาบันการศึกษาที่เคยเรียน?

ใช้คำว่า: started ‘เริ่มเรียน’, left ‘จบจาก’, และ went to ‘เคยเรียนที่’

ทั้งสามคำนี้เป็นรูปอดีต - started เป็นรูปอดีตของ start, left คือรูปอดีตของ leave และ went to เป็นรูปอดีตของ go to

  • started primary school when I was 6.
  • left secondary school when I was 16 and I went to college.

 ใช้ go to หรือ be in เพื่อพูดถึงสถาบันที่กำลังศึกษาอยู่ในปัจจุบัน:

  • My little brother goes to secondary school.
  • My little brother’s in secondary school.

 ส่วน to attend ซึ่งแปลว่า ‘ไปที่, เรียนที่’ ใช้ได้เช่นกัน แต่เป็นทางการมากกว่า

  • He attended Bristol University.

 2. ต้องใช้ ‘the’ นำหน้าสถาบันการศึกษาในกรณีใดบ้าง?

ปกติแล้วเราจะระบุประเภทของสถาบันการศึกษาหลังคำกริยาข้างต้น

และมีข้อสังเกตว่า ไม่ต้องใช้ ‘the’ นำหน้าประเภทของสถาบันการศึกษา แต่จะใช้ ‘the’ นำหน้าชื่อเฉพาะของบางสถาบันเท่านั้น 

  • They go to the London School of Economics.
  • She went to the University of Manchester.
  • I left the College of West Anglia when I was 18.

3. จะพูดถึงวุฒิการศึกษาอย่างไร?

ระดับของวุฒิการศึกษา:

a certificate - ประกาศนียบัตร

a diploma - อนุปริญญา, วุฒิบัตร

a degree - ปริญญา 

ในภาษาอังกฤษมักใช้คำกริยา ‘get’ ซึ่งรูปอดีตคือ ‘got’ ที่แปลว่า ‘ได้รับ’ นำหน้าระดับการศึกษา หรืออาจใช้คำว่า to graduate ‘จบการศึกษา’ ซึ่งรูปอดีตคือ graduated

หากใช้ ‘in’ ต่อท้ายคำกริยา ให้พูดถึงวิชาเท่านั้น และหากใช้ ‘from’ ให้ใส่ชื่อสถาบันการศึกษาต่อท้ายด้วย

  • got a degree in engineering from Sheffield University.
  • graduated in engineering from Sheffield University. 

4. จะระบุอายุอย่างไร?

พูดว่า when I was + อายุ

หรือ at the age of + อายุ

  • I started primary school when I was 6.
  • I started primary school at the age of 6.